ฉันไม่ได้บ้า แค่กล้าออกมาทำตามความฝัน กับเกษตรพอเพียง 180 ตารางวา

0
368

เป็นเรื่องราวจาก สมาชิกพันทิป : https://pantip.com/topic/35206093 ที่กล้าออกมาทำตามความฝันของตัวเอง กับเกษตรแบบพอเพียง ในพื้นที่เพียง 180 ตารางวาเท่านั้น ดูเป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครที่กำลังอยากจะทำตามความฝันของตัวเองบ้าง

จั่วหัวเรื่องแบบเปิดประเด็นแบบนี้ แปลว่ามันต้องมีที่มาที่ไปแน่นอน ให้คนลองพิจารณาเอาเองแล้วกัน ว่าเราบ้าอย่างที่เขาว่ากันหรือเปล่า มาเริ่มเรื่องเลยดีกว่าค่ะ ตอนแรกเรากับสามีก็เป็นคนปกติ ที่ไปทำงานในบริษัทเหมือนคนอื่นๆเป็นบริษัทรับทำคลังสินค้าและขนส่งขนาดใหญ่ มีหลายสาขา ชื่อบริษัทเป็นภาษาอังกฤษสามตัว ขึ้นต้นด้วยตัว D (แบบว่าเดายากมากเลย) เราเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์แผนกขนส่ง ส่วนแฟนเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์แผนกปฏิบัติการ คนปกติจะเข้างานแปดโมงเช้า เลิกงานห้าโมงเย็น หรือถ้ามีโอทีทำก็เลิกสองทุ่ม หรือถ้าวันไหนเข้ากะดึก ก็เข้าสองทุ่ม เลิกงานตีห้า ถ้ามีโอทีทำก็เลิกแปดโมงเช้า เงินเดือนออกทุกวันที่ 28 ของทุกเดือน เดือนไหนตรงวันเสาร์ อาทิตย์ ก็เลื่อนมาออกวันศุกร์ เงินเดือนสองคนรวมโอทีก็เกินครึ่งแสน บางเดือนขยันมากๆ ก็เกือบแสน เราใช้ชีวิตแบบคนปกติวนเวียนอยู่แบบนี้ห้าปี

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

เราเริ่มเป็นคนไม่ปกติตอนมาสนใจเรื่องการทำเกษตร อยากทำสวน ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ หนังสือที่ซื้อก็เปลี่ยนจากหนังสือแฟชั่นหัวนอก มาเป็นนิตยสารเกษตร เคล็ดลับการปลูกผักปลูกผลไม้ การทำเกษตรอินทรีย์ การทำน้ำหมักไว้ใช้เอง และบริโภคข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตร เงินที่ซื้อกระเป๋ารองเท้าแพงๆ ก็เปลี่ยนเป็นซื้อต้นไม้ พันธ์ไม้ เมล็ดผักผลไม้มาสะสม และตอนที่เรากลายเป็นคนบ้าก็คือ ตอนที่เราสองคนยื่นใบลาออกจากบริษัทเพื่อมาทำศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียง ที่จังหวัดขอนแก่น ตอนนั้นใครได้รู้ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าเราบ้าแน่ๆ บ้าแบบกู่ไม่กลับ คนที่ห่วงที่สุดก็คือพ่อแม่และครอบครัว เพราะรู้ว่าพวกเราไม่เคยลำบาก เคยทำงานในห้องแอร์สบายๆ วันๆ จับแต่ปากกาเซ็นต์เอกสาร จับคอมพิวเตอร์พิมพ์รายงานนิดๆ หน่อยๆ แต่จะไปจับจอบจับเสียม จะทำได้ยังไง มีแต่จะไปไม่รอดตั้งแต่เริ่มคิดแล้ว แต่เราสองคนก็ไม่เปลี่ยนใจ เพราะความตั้งใจเกินร้อยแล้ว

สำหรับครอบครัว ข้ออ้างที่ดีที่สุดก็คือเรื่องสุขภาพ ของแถมที่ได้จากการเป็นคนปกติที่ทำงานบริษัทคือ เราได้โรคออฟฟิศซินโดรม(อาการเจ็บป่วยจากการทำงานในสำนักงาน พวกปวดคอ ปวดหลัง) โรคกระดูกสันหลังเสื่อมหนึ่งข้อเพราะนั่งทำงานอยู่กับที่มากเกินไป โรคไมเกรน เพราะปวดหัวทุกครั้งที่ปริมาณงานเพิ่มขึ้นแบบไม่บอกกล่าว ทำให้ต้องหารถขนส่งมาใช้ให้เพียงพอ ส่วนแฟนก็ได้โรคความดันโลหิตสูงเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอและโรคกล้ามเนื้ออักเสบ บางทีก็เครียดมากเพราะลูกน้องมีปัญหาไม่เข้าใจกัน บางทีก็ต่างแผนกไม่เข้าใจกัน มีแต่เรื่องให้เครียดเยอะแยะมากมายพอบอกครอบครัวว่าเราอยากไปรักษาสุขภาพให้ดีขึ้นแล้วถ้าไปไม่รอดจริงๆ ก็จะกลับมาทำงานใหม่ เพราะคิดว่าตอนนี้อายุยังไม่มากเท่าไหร่ แค่สามสิบต้นๆ ถ้าจะกลับมาเริ่มต้นชีวิตการเป็นพนักงานอีกครั้งก็น่าจะไหวอยู่ แต่ช่วงนี้ขอลามาพักผ่อนร่างกายสักพักก่อน แต่จริงๆ ความตั้งใจเต็มเปี่ยมมากกับการทำเกษตร แต่ต้องพูดให้พ่อแม่สบายใจไว้ก่อนโชคดีที่เราสองคนยังไม่มีลูก และพ่อแม่ก็ยังพอมีรายได้ของตัวเองอยู่ เราก็เลยตัดสินใจได้ง่ายกว่าครอบครัวอื่น

สำหรับคนอื่นๆ เราคิดแค่ว่าพวกเขาก็คือคนอื่นๆ เราจะไปห้ามความคิดใครไม่ได้ และบังคับให้เขาคิดแบบเราก็ไม่ได้ สารพัดคำถามที่มีมา ตั้งแต่ว่าทำงานก็ดีอยู่แล้ว จะไปทำไร่ทำนาให้ลำบากทำไม หรือว่าคนทำเกษตรมีแต่จน ไม่มีใ มีแต่ทำแล้วจะอดตาย คำถาม คำพูดบั่นทอนกำลังใจสารพัด แต่เรากับแฟนคิดว่ามันคือแรงผลักดันที่เราต้องทำให้ได้มากกว่า ใครจะเชื่อว่า แรงส่งสำหรับเราคือ รายการทีวีแค่รายการเดียว แต่เป็นรายการที่โคตรดี เราดูทีไร อยากลาออกจากงานวันละแปดรอบ รายการดีๆ ที่ชื่อ รายการ “หอมแผ่นดิน” และตอนนี้ก็เป็นตอนที่เราชอบมาก ดูบ่อยที่สุด ลุงกับป้ายังทำได้ เราก็ต้องทำได้

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 วันอำลายูนิฟอร์ม เราสิ้นสุดสภาพการเป็นพนักงานและการเป็นคนปกติ คนบ้าสองคนหอบข้าวของที่มีแต่เสื้อผ้ากับต้นไม้อีกสองคันรถ กลับมาที่บ้านจังหวัดขอนแก่น ครอบครัวที่มาส่งได้แต่ถอนใจที่มาเจอแต่ความแห้งแล้งกับหญ้ารกเต็มบ้าน แต่เราตั้งใจว่าเราจะทำแล้ว เราต้องทำให้ได้ หรือถ้ามันไม่สำเร็จ ก็ยังภูมิใจที่ได้ลงมือทำ และถึงตายก็คงจะนอนตายตาหลับ เราตั้งชื่อบ้านของเราว่า “บ้านสวนเบญจมงคล” มาจากเบญจวรรณ และศุภมงคล และมีความหมายว่า สิ่งดีๆ 5 อย่าง คือ กินดี อยู่ดี สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี มีความสุขดี มีชีวิตที่พอเพียง เงินทีเก็บหอมรอมริบไว้ที่เหลือจากซื้อที่ดินกับปลูกบ้านแล้ว ใช้มาซื้ออุปกรณ์ทำการเกษตรบางส่วน อีกบางส่วนเอาไว้ใช้จ่ายระหว่างที่ไม่มีรายได้ เราคิดว่าช่วง 3-6 เดือนนี้ อาจจะยังไม่มีรายได้แน่ๆ จริงอยู่ที่พืชผักจะให้ผลผลิตได้ภายใน 2-3 เดือน แต่ไม่มีอะไรมารับประกัน ว่าผักเราจะโตหรือเปล่า จะแล้งตายมั้ย จะรอดมั้ย เพราะฉะนั้น วางแผนให้รัดกุมไว้จะดีกว่า

เราเริ่มวางแผนว่าจะทำอะไรได้บ้าง ในพื้นที่ 180 ตารางวา ปลูกบ้านไปแล้วประมาณ 120 ตารางเมตร อย่างแรกเลย คือต้องหาแหล่งน้ำ หมู่บ้านที่เรามาอยู่ มีหนองที่ใหญ่มาก มีพื้นที่ 700 กว่าไร่ แต่ที่ยอดเยี่ยมกระเทียมดองมากก็คือ เราไม่มีน้ำอาบค่ะ ท่านผู้ชม บ้านเราอยู่ไกลที่สุดในหมู่บ้าน แรงดันน้ำมาไม่ถึง จะได้ใช้น้ำทีต้องมาเปิดไว้ตอนตี 2 ตี3 ที่ชาวบ้านเขาหลับนอนกันหมดแล้ว แต่ถึงยังงั้นก็ตาม เปิดไว้ยันเช้า น้ำยังไม่ถึงถัง และเรื่องความสะอาดก็หายห่วง เพราะท่านจะได้ของแถมเป็นเศษสนิมบ้าง กลิ่นจอกแหนเน่าบ้าง บางทีสระผมที มีรากผักตบมาด้วย ยิ่งกว่าในหนังผีซะอีก เราก็เลยคุยกับแฟนว่า เราควรจะมีแหล่งน้ำเป็นของตัวเอง และพื้นที่น้อยๆ แบบเรา การเจาะน้ำบาดาลก็เป็นวิธีที่ดีและง่ายที่สุด เราเสียค่าเจาะไป 12,000 บวกปั๊มน้ำ บวกถัง และอื่นๆ รวมแล้วประมาณ 30,000 บาท จะทำเกษตรต้องมีทุนด้วยนะคะ แต่ถ้าบ้านใครระบบน้ำโอเคแล้ว ก็ประหยัดตรงนี้ไปได้เยอะเลย เพราะรายจ่ายหลักๆ ที่เรามาทำสวน ก็มีแค่ค่าเจาะบาดาลนี่ล่ะ ที่หนักที่สุด สภาพบ้านตอนมาถึง นึกว่าหลงอยู่ในทะเลทรายซาฮาร่า ถ้ามีต้นกระบองเพชรล่ะก็ คงได้หาโอเอซิสอีกไกลเลย

ขั้นตอนต่อไป หลังจากที่เรายอมจำนนว่าเราจะเป็นคนบ้าแล้ว คือเราจะไม่มีเงินเดือนกิน เราต้องหาทางลดรายจ่ายของตัวเองก่อน รายจ่ายที่มากที่สุดของมนุษย์โลก คือเรื่องกิน โดยเฉพาะเรากับแฟน ที่เห็นเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่มาตลอดชีวิต เราต้องหาทางลดรายจ่ายจากการกินของเรา ช่วงนั้นเราลาพักร้อนกลับมาก่อน เป็นช่วงงานเกษตรที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นพอดี เห็นน้องนักศึกษาเอาลูกปลาหมอแปลงเพศมาขาย ถุงละ 100 บาท มีถุงละ 30-50 ตัว ก็เลยอุดหนุนมา 5 ถุง ลงทุนซื้อพลาสติกปูพื้นบ่อมาอีกหนึ่งม้วน ราคา 1,050 บาท กว้าง 3.6 หลา ยาว 40 หลา เมตร หนา 0.12 มิล จำพลาสติกผืนนี้ไว้ให้ดี โคตะระสารพัดประโยชน์เลยจะบอกให้ อุปกรณ์ครบแล้ว แล้วบ่อล่ะ หันมามองหน้ากันสองคน แฟนไม่ว่าง ทำห้องครัวอยู่ คงต้องเป็นนางเอกอย่างเราซินะ ที่ต้องออกโรง จัดไปค่ะ เปลี่ยนจากจับปากกา มาจับจอบเสียบของแท้เลย ทุกอย่างควรมีการออกแบบและวางแผนก่อนนะคะ เผื่อผลประโยชน์ของท่านเอง เพราะถ้าไม่วางแผนก่อน วัสดุไม่พอขึ้นมา ปัญหาตามมาอีกยาวเลยค่ะ

หลังจากทำบ่อปลาหมอแล้ว พลาสติกปูพื้น เหลือเยอะและพอจะมีพื้นที่เหลือ ก็เลยทำบ่อปลาดุก เพิ่มอีกบ่อ ขนาดใกล้เคียงกันคือ 2 เมตร x 3 เมตร ใส่ปลาดุกลงไป ประมาณ 200 ตัว และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ข้างบ่อก็ปลูกยี่หร่าไปด้วย ปลาดุกโตก็ผัดเผ็ดได้เลย มีปลาแล้วก็ต้องมีไข่ เราซื้อไก่ไข่ เป็ดไข่ มาเลี้ยงอย่างละ 15 ตัว เป็นไก่สาว เป็ดสาว เพราะไม่เคยมีประสบการณ์กับการเลี้ยงอะไรพวกนี้ เราต้องเอาที่มันแข็งแรงและพร้อมไว้ก่อน จะได้ไม่เสียกำลังใจและถ้าเราจะทำอะไร ไม่ควรให้ไปรบกวนคนอื่น เราก็เลยทำเล้าไก่ให้แน่นหนา เผื่อไก่ไม่รักดี ไปกินผักกินหญ้าของคนอื่น จะได้ไม่มีปัญหากัน

จากนั้นก็เริ่มวางแผนปลูกผักที่ตัวเองชอบกินก่อน เราชอบกินผัดไข่ใส่บวบ ก็เลยต้องมีค้างบวบ แต่คิดกันว่าถ้าตั้งใจจะทำให้เป็นศูนย์เรียนรู้ ก็ควรทำให้คนอื่นสนใจและอยากมาเรียนรู้จริงๆ ค้างบวบก็เลยได้ชื่อใหม่ ว่าอุโมงค์พันร้าน คือมีผักสารพัดชนิดที่พันขึ้นร้านนี้ได้ ที่เลือกใช้ PVC เพราะมันเหลือจากการต่อท่อประปาตั้งแต่ตอนที่เรายังใช้ประปาหมู่บ้าน พอเราใช้บาดาลของตัวเอง ก็เลยเหลือเยอะมาก บางท่อก็แตกนิดๆ หน่อยๆ จะเอาไปทิ้งก็เสียดาย เอามาทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่า และข้อดีที่ใช้ท่อ PVC ทำค้างผักเลื้อย คือทำได้ง่าย และทนด้วยค่ะ ไม่ผุพังบ่อยเหมือนไม้ไผ่ แต่เราเสริมไม้ไผ่ด้วย เพราะไม่อยากใช้ PVC เยอะมากเกินไป ถ้าไม้ไผ่ผุ ก็ค่อยเอาอันใหม่มาเสริม พยายามหาทางลดขั้นตอนการทำงานให้เยอะๆ แล้วเราจะทำงานได้ง่ายขึ้นค่ะ ขอบคุณการทำงานบริษัท ที่ทำให้เราวางแผนเป็น ไม่อย่างนั้นเราคงทำไปเรื่อยๆ และก็คงเจ๊งไปเรื่อยๆ

ระหว่างที่เราทำงานสวน แฟนก็ต่อเติมบ้านไปด้วย บางวันเราก็ตกแต่งในบ้าน แฟนก็ทำสวนอะไรที่เราทำด้วยความรัก เราก็จะตั้งใจทำมันให้เต็มที่ แล้วมันก็จะออกมาดีเอง เช้าเย็น จะมีมีตติ้งกันเหมือนตอนทำงานบริษัท แต่ต่างกันตรงที่คุยกันตอนกินข้าว วางแผนว่าวันนี้ พรุ่งนี้ อาทิตย์นี้ เดือนนี้ ใครจะทำอะไร แบ่งหน้าที่กันไป เพราะบางงาน ทำคนเดียวได้ โดยที่อีกคนอยู่เฉยๆ ก็เสียเวลาเปล่า คอนเซ็ปต์การทำงานที่ว่า ใช้คนให้ถูกงาน เลือกงานให้ถูกคน ยังใช้ได้เสมอค่ะ

ขอบคุณที่มา : https://pantip.com/topic/35206093